มองตัวเองด้วยตัวเอง

posted on 01 Dec 2009 00:05 by dpartwork  in MrFuse

 

 สวัสดี คงรู้จักผมกันบ้างแล้วใช่ไหม

ผม Mr. Fuse จะมาดูแลบล็อกนี้ชั่วคราวหรืออาจจะนานกว่านั้น

จากที่ได้ดูความเป็นมาของบล็อกนี้ตั้งแต่เริ่มก็รู้สึกว่า

เป็นบล็อกที่เอาแน่เอานอนไม่ได้ ยิ่งช่วงหลังยิ่งแปลก

โหดๆอยู่ดีๆก็มีการ์ตูนหวานมาแจมซะงั้น

เห็นแล้วเซ็งเป็ด แต่ไม่เป็นไรทุกอย่างมีทางแก้เสมอ

แต่ก่อนจะทำการแก้ไขบล็อกนี้ มันต้องมีอุปกรณ์

อุปกรณ์ของผมหาได้ไม่ยาก แต่บางครั้งก็ไม่ง่าย

อุปกรณ์ของผมชอบทำน้ำหวานหกใส่ตัวผมประจำ

ครั้งนี้ก็เหมือนกันหกเต็มเสื้อผมหมดเลย

หลังจากได้อุปกรณ์มาครบแล้ว ผมก็มักจะทำการทดลองเล็กๆกับอุปกรณ์ของผม

ผมมักจะมีความสุขทุกครั้ง ที่เห็นอุปกรณ์ของผมเปลี่ยนแปลงไปจากเดิม

เช่นครั้งนี้

 

 

 

ผมอยากให้อุปกรณ์ของผมมีตาเยอะๆ

ผมเคยนั่งคือเล่นๆว่า ถ้าเรามีตาเยอะกว่าสองตาละ มันจะเป็นยังไง

เช่น มันจะกระพริบพร้อมกันไหม เราจะควบคุมมันได้ดีไหม

ด้วยข้อสงสัยพวกนี้ จึงเกิดการทดลองนี้ขึ้น

ผมก็รู้สึกพอใจกับการทดลองนี้นะ แม้ว่าผมจะแอบอิจฉาเล็กๆ

ที่อิจฉาก็คงเป็นเพราะว่า

มันมีตาเยอะขนาดนี้ก็คงสามารถมองเห็นตัวเองได้

โดยที่ไม่ต้องมองตัวเองผ่านกระจก หรือให้ใครมามองตัวเราแทนตัวเราเอง

มันก็คงรู้ว่าตัวเองเป็นยังไงและต้องการอะไรให้ตัวมันเอง

รู้ใจ รู้กาย ด้วยตัวมันเอง

แต่ที่แน่ๆ ผมรู้ว่ามันคงไม่ต้องการกระจกไปอีกพักใหญ่ๆเลย 

 

 

 
ในช่วงที่ผมกำลังจิตตกในหลายๆเรื่องนั้น 
ผมก็รู้สึกว่าจะอยู่กับที่นานๆไม่ได้
ก็เลยคิดว่าน่าจะลองทำอะไรที่ไม่เคยทำดูบ้าง
อะไรที่ผมอยากทำในช่วงนี้
ไม่ได้แค่การวาดรูปแต่รวมถึงอย่างอื่นด้วย
อะไรก็ได้ที่จะทำให้ผมตื่นเต้นที่ได้ทำ
กลับไปใช้สมองตอนเด็กๆเป็นตัวสั่งการบ้าง
มองแบบเด็กๆ คิดแบบเด็กๆ
ทำแบบเด็กๆ คิดจะทำก็ทำไม่มีกฏตายตัว
อยากจะไปไหนก็ไป อยากกินอะไรก็กิน
ระหว่างที่ผมจะกลับไปใช้สมองเด็กของผมอีกครั้ง
ผมก็เลยจะขอแนะนำคน(หรือเปล่า)ที่จะมาดูแลบล็อกนี้
 
 
 
Mr. Fuse
 
จะมาดูแลบล็อกนี้ในช่วงที่ผมใช้สมองเด็กอยู่
เขาน่าจะทำหน้าที่ได้ดีกว่าผม
และถ้าอยากรู้อะไรเกี่ยวกับเขาก็ลองถามเขาดูเองแล้วกัน
ผมไม่กล้าถาม 
(อยากจะกระซิบว่าในกระเป๋าเอกสารเขามีอะไรดีๆเต็มเลย)
 
โชคดีครับ....เจอกันเมื่อมันตาย!!!
 
 
 

Vote...........

posted on 23 Nov 2009 13:43 by dpartwork  in Gallery

 

หลังจากโดนคำสบประมาณหลอกหลอนมาได้ซักพัก

ผมก็คิดว่าอะไรๆจะดีขึ้นถ้าได้หยุดพักบ้าง

แต่......

ทำไมมันไม่เห็นดีขึ้นเลย?

........ 

แต่ไม่เป็นไรผมยังไหวอยู่

ผมเลยคิดอะไรได้มาอย่างนึง

เห็นทีวีบ้านเราทำกันเกือบทุกรายการ

นั้นก็คือเปิดโหวต

โหวตว่าท่านผู้ชมชอบภาพไหน

ระหว่าง

1. จากคอมทั้งหมด 

 

 

 

 

หรือ

2. จากมือทั้งหมด

 

 

 

การเขียนโหวตไม่มีค่าใช้จ่ายใดๆทั้งสิ้น

(แต่มีผลกับงานต่อๆไปของผม)

ขอบคุณที่โหวตนะครับ

 


ช่วงหลังๆผมมักเจอคำถามหนึ่ง
ตามหลอกหลอนอยู่ตลอดเสมอ
คำถามนี้มันมักจะเริ่มมาจากการที่
เพื่อนหรือคนรอบข้างได้เห็นงานของผม
แล้วสีหน้าของทุกคนที่ได้เห็นก็จะ
เฉยๆ แล้วก็ถามว่าผมว่า
"ตัวอะไรของ_ึงว่ะ"
แล้วซักพักทุกคนก็พูดว่า
" _ึงวาดอย่างอื่นไม่เป็นหรือไง "
ผมก็จะตอบไปว่า
"ก็ชอบอย่างนี้แล้วจะวาดอะไร"
และผมก็เข้าใจ
มีอยู่วันนึงมีคนเอาหนังสือมาให้ผมดู
เป็นหนังสือที่มีตัวการ์ตูนน่ารักๆเต็มไปหมด แล้วเขาก็พูดขึ้นว่า
"ภาพแบบนี้สวยกว่างานของ_ึงตั้งเยอะ วาดได้หรือเปล่าแบบนี้ วาดแต่ตัวอะไรก็ไม่รู้บ้าบอคอแตก"
ผมก็คิดในใจว่า จะวาดทำไมถ้าตัวเองไม่ชอบ
จากคำพูดมันเปลี่ยนเป็นเหมือนคำสบประมาณ
จนบางครั้งผมมักจะเก็บงานไว้ไม่ให้ใครดู
เพราะกลัวจะโดนคำถามแบบนี้อีก 
แต่ผมไม่อย่าโดนคำคำนี้ตามหลอกหลอนอีกแล้ว
นี้เป็นครั้งแรกที่ผมทำงานแบบนี้ เพื่อลบคำสบประมาณของใครบางคน
ยังไงก็ช่วยติชมได้ตามสะดวกเลยนะครับ
 
 
 
 
ครอบครัว
ประกอบไปด้วยอะไรก็ได้
ที่มากกว่า หนึ่ง
สองก็คือครอบครัว
สามก็คือครอบครัว
นั้นก็หมายความว่า
ธรรมชาติไม่ได้สร้างเรามาให้
อยู่อย่างเดียวดาย
ทุกอย่างที่จุดกำเนิด
และสิ่งที่ให้กำเนิดเสมอ
 
 
 
 
 
และครอบครัวจะสมบูรณ์ไปไม่ได้
ถ้าไม่มีสิ่งนี้
บ้าน
ที่ที่ครอบครัวอยู่ด้วยกับอย่างพร้อมหน้า
บ้านอาจจะไร้ความหมาย
ถ้าไม่มีครอบครัว
บ้านเป็นที่เราจะอยู่กับครอบครัว
ได้มีความสุขที่สุดในโลกนี้
บ้านเป็นที่ที่มีความทรงจำอยู่มากมาย
บ้านเป็นที่ที่เดียวที่เรารู้สึกปลอดภัย
และบ้านก็เป็นที่ที่เราได้รู้สึกถึงคำว่า สงบสุข 
 
แต่โลกภายนอกก็มีอะไรอีกตั้งเยอะรอเราอยู่
แต่ครอบครัวก็สำคัญ
บ้านก็ต้องดูแล
จะมีทางไหม
ที่เราจะ
ล่องลอยไปพร้อมกับบ้านและครอบครัว
 ถ้ามีผมก็อยากจะทำ 
 
 








 

มึน+หลับ=ปาย

posted on 13 Nov 2009 15:59 by dpartwork  in Gallery

 

ปายเป็นเมืองที่น่าอยู่มีธรรมชาติ

ที่อบอวลไปด้วยเมฆหมอก ขุนเขาลำเนาไพร ลำน้ำสายธาร

แต่ไหนไม่มีใครบอกผมเลยว่ามันไปลำบากขนาดนี้

มีแต่บอกว่าระวังอากาศจะหนาว

เราก็อุตสาห์เอาเสื้อกันหนาวไปเต็มที

สรุปไม่ได้มีหนาวเลย

มีแต่มึนตอนขึ้นเขา ทางโค้งเยอะจริงๆ

เกือบได้เอาเสื้อหนาวมาใส่อ้วกแทนแล้ว

มึนๆ หลับๆ อยู่สักพักก็ถึง

ลำบากขนาดไหน แต่ก็ชื่นใจกับธรรมชาติของที่นี้

ไม่แปลกใจว่าทำไมคนถึงไปกันเยอะนัก

แต่ส่วนตัวของผมนะ รู้สึกว่าร้านขายของเยอะจัง

ยิ่งร้านขายโปสการ์ดนี่เยอะสุดๆ

เยอะจนเลือกไม่ไว้ ก็เลยไม่ได้ซื้อมา (ที่จริงซื้อเสื้อหมดแล้ว)

ก็เลยคิดเล่นๆตอนขากลับว่าน่าจะทำเองซะเลย

 

ไม่ต้องซื้อแถมมีคุณค่าทางใจด้วย ก็เลยทำง่ายๆ

แค่เอาภาพสถานที่ที่ไปมารวมๆกันไว้เป็นอันเสร็จ

ไปเที่ยวที่นี้มีเรื่องให้จดจำเยอะดี

แต่ที่ลืมไม่ได้เลยก็คือ

ความมึน

ก็เลยเกิดภาพประจำทริปนี้ขึ้นมา

 

 มึน

+

หลับ

=

ปาย

.

.

.

 

 

 

 

 

Unplanned The Project

posted on 10 Nov 2009 19:08 by dpartwork  in Unplanned

 

Unplanned The Project

คือ การวาดโดย ไม่มีแบบแผน ไม่ร่างแบบ

อยากจะวาดอะไรก็วาดเลย ไม่มีข้อจำกัด

(ระหว่างไปเที่ยวต่างจังหวัด)

 

 

 

 

 

ควันหลง Halloween (ซักนานเลย)

posted on 05 Nov 2009 21:46 by dpartwork  in Gallery
 
ควันหลงซะลืมไปเลย
ที่จริงผมจะอัพตั้งแต่วันที่สองแล้ว
แต่เจ้ากรรมดันป่วยหนักนอนซะยาวแล้ว
คงติดมาจากการไปเที่ยววันฮาโลวีนมั้ง
 
 
 
 
คือวันที่ไปเที่ยวไปเจอกระดาษแผ่นนึงปลิวมา
ถ้าจำไม่ผิดน่าจะเป็นหน้าแรกของหนังสือ Englishworld
มันมีรูปผีวันฮาโลวีนอยู่ แต่ผมสะดุดตาอยู่ตัวนึง
ก็คือตัวนี้ แต่ผมถามใครก็ไม่มีใครรู้จัก
ในรูปที่ผมเห็นจะมีแต่หัวกับผ้าสีขาว
ถ้ามีใครรู้ว่ามันชื่ออะไร ช่วยบอกผมด้วย
ขอบคุณล่วงหน้าเลยครับ 
 
 
 

Happy Halloween!!

posted on 31 Oct 2009 23:35 by dpartwork  in Gallery

วันฮาโลวีน (อังกฤษ: Halloween) เป็นงานฉลองในคืนวันที่ 31 ตุลาคม ประเทศทางตะวันตกเด็กๆ จะแต่งกายเป็นภูตผีปีศาจพากันชักชวนเพื่อนฝูงออกไปงานฉลอง มีการประดับประดาแสงไฟ และที่สำคัญคือแกะสลักฟักทองเป็นโคมไฟ เรียกว่า Jack-o'-lantern

 

วันที่ 31 ต.ค. เป็นวันที่ชาว เคลต์ (Celt) ซึ่งเป็นชนพื้นเมืองเผ่าหนึ่งในไอร์แลนด์ ถือกันว่า เป็นวันสิ้นสุดของฤดูร้อน และวันต่อมา คือ วันที่ 1 พ.ย. เป็นวันขึ้นปีใหม่ ซึ่งในวันที่ 31 ต.ค. นี่เองที่ชาวเคลต์เชื่อว่า เป็นวันที่มิติคนตาย และคนเป็นจะถูกเชื่อมโยงเข้าด้วยกัน และวิญญาณของผู้ที่เสียชีวิตในปีที่ผ่านมาจะเที่ยวหาร่างของคนเป็นเพื่อสิงสู่ เพื่อที่จะได้มีชีวิตขึ้นอีกครั้งหนึ่ง เดือดร้อนถึงคนเป็น ต้องหาทุกวิถีทางที่จะไม่ให้วิญญาณมาสิงสู่ร่างตน ชาวเคลต์จึงปิดไฟทุกดวงในบ้าน ให้อากาศหนาวเย็น และไม่เป็นที่พึงปรารถนาของบรรดาผีร้าย นอกจากนี้ยังพยายามแต่งกายให้แปลกประหลาด ปลอมตัวเป็นผีร้าย และส่งเสียงดังอึกทึก เพื่อให้ผีตัวจริงตกใจหนีหายสาบสูญไป

 

ส่วนตำนานที่เกี่ยวกับฟักทองนั้น เป็นตำนานพื้นบ้านของชาวไอริช ที่กล่าวถึง แจ๊คจอมตืด ซึ่งเป็นนักเล่นกลจอมขี้เมา วันหนึ่งเขาหลอกล่อปีศาจขึ้นไปบนต้นไม้ และเขียนกากบาทไว้ที่โคนต้นไม้ ทำให้ปีศาจลงมาไม่ได้ จากนั้นเขาได้ทำข้อตกลงกับปีศาจ 'ห้ามนำสิ่งไม่ดีมาหลอกล่อเขาอีก' แล้วเขาจะปล่อยปีศาจลงจากต้นไม้ เมื่อแจ็คตายลง เขาปฏิเสธที่จะขึ้นสวรรค์ ขณะเดียวกันปฏิเสธที่จะลงนรก ปีศาจจึงให้ถ่านที่กำลังคุแก่เขา เพื่อเอาไว้ปัดเป่าความหนาวเย็นท่ามกลางความมืดมิด และแจ็คได้นำถ่านนี้ใส่ไว้ในหัวผักกาดเทอนิพที่ถูกเจาะให้กลวง เพื่อให้ไฟลุกโชติช่วงได้นานขึ้น ชาวไอริชจึงแกะสลักหัวผักกาดเทอนิพ และใส่ไฟในด้านใน อันเป็นอีกสัญลักษณ์ของวันฮาโลวีน เพื่อระลึกถึง 'การหยุดยั้งความชั่ว' Trick or Treat เพื่อส่งผลบุญให้กับญาติผู้ล่วงลับ และพิธีทางศาสนาเพื่อทำบุญวันปีใหม่ แต่เมื่อมีการฉลองฮาโลวีนในสหรัฐอเมริกา ชาวอเมริกาพบว่า ฟักทองหาง่ายกว่าหัวผักกาดมาก จึงเปลี่ยนมาใช้ฟักทองแทน หัวผักกาดจึงกลายเป็นฟักทองด้วยเหตุผลฉะนี้ 

แต่ผมมีความเชื่อส่วนตัวว่า วันฮาโลวีนเป็นวันที่ทำให้ผมนึกถึงความตาย

เป็นวันที่สิ่งที่เรากลัวที่สุดเข้ามาอยู่ใกล้ตัวเรามากที่สุด

เหมือนมันจะมาเตือนความจำเราว่าความตายยังรอเราอยู่เสมอ 

แต่สุดท้ายก็เป็นเรื่องเดียวที่เราหนียังไงก็หนีไม่พ้น