ก่อนอื่นคงต้อง "สวัสดี" เป็นสิ่งแรก ก่อนที่จะเริ่มพูดเริ่มว่าอะไรกันไปเรื่อย
ต้องยอมรับว่าหายหน้าหายเขียนไปซักนาน(นานมากๆๆ) รู้สึกว่าหายไปจนบล็อกร้างกันเลยทีเดียว
บอกตามตรงว่ารู้สึกแปลกๆเหมือนกันที่เขียน(อีกครั้ง) มันแปลกยังไงบอกไม่ถูก
หลังจากที่ดองบล็อกไป ผมก็ไม่ได้ทำอะไรเป็นชิ้นเป็นอันเท่าที่ควร
ได้ลองทำนู้นนี้นั้นแต่ก็หนักไปทางเละเทะ พบเจอแต่เรื่องร้ายๆแปลกๆมากมาย
ก็อย่างว่า เรื่องดีๆมักมาทีละเรื่อง แต่เรื่องร้ายๆมาทีเป็นชุด ฮาๆ
.............
เริ่มต้นด้วยคอมพิวเตอร์พังไปดื้อๆแบบไม่มีเหตุผล อุปกรณ์ทั้งหลายรอบๆตัวค่อยๆพังไปทีละชิ้น
ถ้าให้ผมคิดเล่นๆนะครับ ผมว่าช่วงนั้นผมมี "สแตนด์" (แบบเรื่องโจโจ้ ล่าข้ามศตวรรษ) แน่ๆเลย
ความสามารถของมันคง ทำให้ทุกสิ่งที่สัมผัสพังลงอย่างรวดเร็ว ฮาๆ
น่าจะเป็นช่วงชีวิตที่วิ่งหาช่างมากที่สุด วุ่นวายกับการซ่อมแซมกันไป
............
ผ่านช่วงแห่งการซ่อมแซมก็มาถึงช่วงแห่งการรอคอย
สิ่งที่คอยก็ไม่ใช่ใครหรืออะไรครับ นอกจาก "น้องน้ำ" ประโยคฮิตๆในช่วงนั้น
ต้องยอมรับว่าผมไม่เคยรอคอยอะไรที่ลำบากใจเท่านี้มาก่อน
และน่าจะเป็นช่วงที่ผมเสพข่าวมากที่สุดในชีวิต เสพจน(เกือบ)ติด ติดความวิตกกังวล
ดูข่าวจนอดดูไม่ได้ ไม่ดูอะไรเลย ว่ากันง่ายๆก็คือไม่รับสื่อใดๆนอกจากข่าว
ผมรู้สึกว่า "ข่าวน้ำท่วม" เหมือนกับการ "ดูดวง" ทำไมผมถึงคิดว่าเหมือนหรือครับ งั้นลองคิดๆดูนะครับ
น้ำท่วมทำให้เราวิตกได้พอๆกับการที่เราไปดูดวงหรือโดนหมอดูทักว่าดวงไม่ดี
การดูดวงเป็นการทำนายทายทักว่าชีวิตเราอาจจะ ดีอย่างนั้น แย่อย่างนี้
มันก็เหมือนกับข่าวที่ว่าย่านที่เราอยู่อาศัยจะท่วมมากท่วมน้อยเท่านี้
ผมว่าสองสิ่งนี้มีสิ่งนึงที่เหมือนกัน นั้นก็คือ "ความหวัง" หวังว่ามันน่าจะดี ถ้ามันเป็นแบบนั้นหรืออย่างนั้น
ผมก็เป็นคนนึงที่เชื่อในความหวัง อย่างบ้านผมอยู่แถวตลิ่งชัน
ทุกครั้งที่ผมดูข่าว ผมรู้สึกว่าผมกำลังรอฟังดวง แต่ไม่ใช่ดวงของผม แต่เป็นดวงของบ้านผม
รอฟังหมอดูทั้งหลายทำนายทายทักว่า "ดวงบ้านผม" จะเป็นยังไง
มันจึงทำให้การติดตามข่าวของผมกลายเป็นการดูดวงไปในตัว
รอดู รอฟัง แต่ดวงของบ้านตัวเอง ช่องนี้ว่าดี ช่องนั้นว่าร้าย ช่องนั้นบอกให้ทำใจ ช่องนี้บอกว่าดีสุดๆ
แต่จากการดูและสรุปจากหลายๆหมอดู ก็สรุปได้ว่า ดวงบ้านผมดี
แต่ก็ยังมีเคราะห์อยู่ ราว20-30ซม. ซึ่งแน่นอนว่ามันทำให้ผมสบายใจ(ไปนิดนึง)
สบายใจทั้งๆที่รู้ว่าหมอดูช่วงนั้นเชื่อแถบไม่ได้เลย แต่อย่างว่าครับ ความหวังครับความหวัง
ความหวังที่หมอดูทั้งหลายหยิบยื่นมา ทำให้ผมรู้สึกดีขึ้นได้จริงๆ
มันน่าแปลกนะครับ ที่คนเรามักให้ความสำคัญกับคำพูดมากกว่าความจริงที่เห็น
ช่วงที่ผมไปดูและช่วยยกของบ้านญาติที่บางบัวทอง ช่วงตอนนำ้ท่วมแรกๆ
ต้องยอมรับว่าความจริงกับข่าวมันต่างกันแบบสุดขั้วจริงๆ
คำว่า "เอาอยู่" ก็ฮิตติดลมบน สิ่งที่ผมเห็นไม่น่าเรียกว่าน้ำท่วม แต่น่าจะเรียกว่า "จม" ถึงจะถูก
เห็นทั้งคนที่สู้ เห็นทั้งคนที่ผืดหวัง บางคนหมดตัว บางคนหมดแม้ความหวัง
แต่ผมบอกตามตรงว่า ผมไม่เข้าอกเข้าใจใครมากมายจริงๆซะเท่าไร มันมีคำนึงที่ผมได้ยินมาในช่วงนั้นว่า
"คนที่บ้านน้ำไม่ท่วมยังไง ก็ไม่มีวันเข้าใจคนที่บ้านน้ำท่วมได้จริงๆหรอก เต็มที่ก็เศร้าไปกับเรื่องราว
ช่วยเหลือได้เท่าที่ช่วยได้ แต่ยังไงก็ไม่มีทางเข้าใจ ถ้าไม่เจอด้วยตัวเอง"
ผมรู้สึกแย่นะครับที่ได้ยินคำนี้ครั้งแรก แต่ในอีกไม่นานผมก็เริ่มจะชินชากับคำๆนี้
30 ตุลาคม 2554 09.00น.
ช่วงเวลาที่ผมจำได้ไม่ลืม มันเป็นเช้าเหมือนทุกวัน ดูการ์ตูนยามเช้า
และแล้วสิ่งที่รอคอยมานานนับเดือนก็มาถึง "น้องน้ำ" เดินทางมาถึงแล้ว

เสียงแตกตื่นของผู้คน เสียงรถ เสียงพูดคุยมากมาย และเสียงน้ำไหล
แต่ทุกคนในซอยต่างก็มีความเชื่อว่าจะท่วมแค่20-30ซม.อย่างที่หมอดูสำนักต่างๆว่าไว้

แต่เพียงแค่ไม่ถึง2ชม. ทุกความเชื่อก็ต้องแตกสลาย เพราะน้องน้ำโตไวจริงๆและขยายอย่างรวดเร็ว


ผมเก็บของแบบรวดเร็ว(ทั้งๆที่เตรียมตัวมานาน)เสียงน้ำที่ไหลเข้าบ้านมันชัดกว่าหนัง4D

ซอยบ้านเริ่มมีความใกล้เคียงกับคลองมากขึ้นเรื่อยๆ กลิ่นน้ำเริ่มรุนแรงขึ้น
รอบตัวดูรวดเร็วไปหมดทุกอย่าง เป็นวันที่ไม่อาจจะลืมได้....
31 ตุลาคม 2554
เป็นวันแรกที่กลับเข้ามาดูบ้านหลังจากถูกน้ำท่วม


ภาพที่เห็นเป็นภาพที่....จะบอกว่าเตรียมใจไว้แล้ว แต่มันก็...นะครับ
น้ำเข้าบ้าน เข้าซอยแบบเต็มรูปแบบ วันแรกที่วัดได้ก็ 80ซม.
แต่น้ำยังคงขึ้นอยู่เรื่อยทุกวันๆ จากที่ได้วัดมาสูงสุดน่าจะ 120-130ซม.(จากพื้นในซอย)
บ้านใครสูงต่ำก็แล้วแต่กันไป อย่างท้ายๆซอยมี 160-180ซม.ก็มี

ต้องบอกว่าเศร้านะครับ ที่เห็นบ้านเป็นแบบนี้ ช่วงแรกๆทำอะไรไม่ถูกเลย
มันไม่รู้จะเริ่มอะไรยังไงตรงไหนดี ควรจะทำอะไรก่อน ควรจะเริ่มอะไรยังไงก่อน
กับสิ่งที่เห็น เห็นข้าวของเครื่องใช้จมน้ำลอยน้ำต่อหน้าต่อตา ชั้นวางของที่รอเวลาพังทลาย
แต่ที่เศร้าใจมากที่สุดก็คือ โต๊ะทำงานพังและภาพวาด(ส่วนใหญ่)โดนน้ำ เพราะความรู้ไม่ทันว่า
ชั้นวางของที่ดูแข็งแรง มันจะดูอ่อนแอทันทีที่โดนน้ำ บอกได้เลยว่าเซ็งจิตมากๆครับ ไม่รู้จะทำใจยังไง
แต่หลังจากเวลาผ่านไปได้พักใหญ่ๆ ก็เริ่มจะพอเข้าใจอะไรมากขึ้น
เราไม่จำเป็นที่ต้องทุกข์กับสิ่งที่เกิดขึ้นไปแล้ว แต่ควรจะอยู่กับมันให้ได้
แต่ก็เหมืือนเป็นเรื่องตลกร้าย พอคิดได้ก็ต้องเจอเรื่องตามมาอีก
จะว่าซวยหรือซุ่มซ่าม ถึงจะถูกก็ไม่รู้
ผมโดนเศษขวดเบียร์ที่พวกตกปลาแถวนั้นกินเสร็จแล้วโยนทิ้งลงน้ำ
บาดที่กลางเท้าขวา มันเป็นอะไรที่บอกความรู้สึกไม่ถูกจริงๆ
นั่งรถไปรพ.แบบเลือดไหลเต็มเท้า คนที่รพ.ก็เยอะมากๆทุกคนมีแผลเหมือนๆกัน
รออยู่เป็นชม.เพราะคนเยอะจริงๆ กว่าจะได้ทำแผล แผลก็หายชาไปแล้ว

ความเจ็บไม่ต้องพูดถึงครับ โดนไป9เข็ม(ในภาพเป็นตอนที่เอาออกไปแล้ว2เข็ม)
รอตัดไหม13วัน แต่ระหว่างรอตัดไหม ต้องไปล้างแผลทุกวัน เป็นอะไรที่ลำบากสุดๆ
ห้ามโดนน้ำ ทั้งๆที่น้ำท่วมทุกทีทุกจุด เดินก็สุดจะยาก
ไหนจะพวกที่ชอบขับรถ ไม่ยอมลดความเร็วเวลาลุยน้ำ เข้าใจนะว่ากลัวเครื่องดับ
แต่ยังไงก็น่าจะชะลอความเร็วนิดนึง เพราะน้ำมันเน่าสุดๆจริงๆ
แต่ถึงจะบอกว่าลำบาก แต่จริงๆสนุกสุดๆครับ
ผมได้ทำอะไรเยอะกว่าที่คิดครับ การเดินทางที่แปลกที่ไม่เคยเจอ
นั่งเรือกลางถนน โบกรถกลางน้ำ เดินบนทางลอยฟ้าชมวิวยามเย็น


กินบะหมี่กลางถนนบรมราชชนนี ขึ้นตึกร้างชมวิว เดินลุยน้ำ6กม.


ขึ้นลงทางยกระดับด้วยบันไดสุดเสียว พายเรือแบบไม่เป็นแต่สนุกสุด


พบเจอพูดคุยกับคนหัวอกเดียวกัน ใส่รองเท้าบูทขึ้นห้างดัง
และยังมีอะไรอีกหลายอย่างที่พูดออกอากาศไม่ได้
.......
อย่างว่าครับถึงจะบ้านจม แต่เรายังไม่ได้จมไปพร้อมกับบ้านนี่ครับ
ชีวิตยัง(คง)ดำเนินต่อไป ไม่ว่าเราจะยอมรับ(มัน)หรือไม่ยอมรับ(มัน)
บางคนไม่ยอมล้มเพราะกลัวที่จะเจ็บ แต่บางทีคนเราอาจจะได้เห็นอะไร
มากขึ้นจากมุมมองที่มองจะพื้นขึ้นมาสู่ฟ้าก็ได้นะครับ
..............
ครั้งหน้า ผมจะเอารูปที่ได้วาดในช่วงน้ำท่วมมาให้ดูครับ
"สมุดติดตัวสุดเจ็บ" กับ "ภาพร้างๆในวันร้างๆ"
ในช่วงที่ลำบากๆของผม แต่ผมก็ยัง....พยายามครับพยายาม

กดเพื่ออ่านตอนต่อไป